BLOG

เลือกสินค้าขายออนไลน์ยังไงดี ?

เพื่อน ๆ เคยเป็นไหมครับ อยากจะขายสินค้าออนไลน์ แต่ไม่รู้จะขายอะไรดี ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้เวลากับการเลือกสินค้า หาสินค้ากว่าจะได้แต่ละอย่างก็ใช้เวลาเป็นวัน เป็นสัปดาห์ บางทีเลิกหาไปเลยดื้อ ๆ ก็มี 55+

เข้าเรื่องกันดีกว่าครับ สำหรับโพสต์นี้ผมจะมาแชร์แนวทางในการเลือกสินค้าที่ผมใช้อยู่เป็นประจำ อาจจะไม่ใช่วิธีที่ลึกซึ้งหรือดีที่สุด แต่มันก็ดีกว่าไม่มีหลักการรองรับจริงไหมล่ะ !

สำหรับเครื่องมือที่ผมใช้ค้นหาสินค้านั้น มี 4 เว็บไซต์เท่านั้นเองครับ แถมยังฟรีด้วยนะ
1) google keyword planner สำหรับใช้หาคีย์เวิร์ดอื่น ๆ หรือแตกคีย์เวิร์ดให้กว้างขึ้น
2) google trends สำหรับใช้เพื่อดูเทรนด์ว่ามีความสม่ำเสมอมากน้อยแค่ไหน
3) amazon สำหรับใช้เพื่อดูจำนวนคู่แข่งในเว็บอเมซอน จริง ๆ ควรดูทีอื่นด้วย แต่คนขี้เกี้ยจแบบผม เว็บเดียวก็พอแล้ว
4) aliexpress สำหรับใช้หาซัพพลายเออร์

แต่หากใครมีเครื่องมือดี ๆ ที่ใช้สำหรับการหา niche product / niche keywords ได้โปรดรบกวนกระซิบบอกผมด้วยยยย !!!

มาเริ่มกันเลยครับ ก่อนที่จะเริ่มใช้เครื่องมือใด ๆ ผมจะตั้งโจทย์ให้กับตัวเองก่อนเลยว่า สนใจสินค้าหมวดหมู่ไหนก่อน ในที่นี่ผมขอยกตัวอย่างหมวดหมู่ fitness

ผมเข้าไปที่เว็บไซต์ amazon แล้วพิมพ์คำกว่า “fitness” บนช่องคนหาของ amazon แต่อย่างเพิ่งกดค้นหานะครับ แค่พิมพ์ไว้ก่อน (ดูภาพประกอบด้านล่างครับ) ซึ่งอเมซอนจะมีแนะนำคำค้นหาที่น่าสนใจขึ้นมาจำนวนมาก อาทิ
fitness watches
fitness tracker
fitness mat
fitness band

เมื่อผมได้คีย์เวิร์ดข้างต้นเรียบร้อยแล้ว ผมก็จะนำคีย์เวิร์ดเหล่านั้นไปเช็คเทรนด์ใน google trends ซึ่งได้ผลดังภาพด้านล่างนี้ครับ

สำหรับ google trends ข้างบนนี้ผมเช็คเทรนด์ย้อนหลังไป 3 ปีเท่านั้น เพื่อน ๆ อาจจะย้อนไปสัก 5 ปี หรือ 1 ปีก็แล้วแต่สะดวกนะครับ จากกราฟจะเห็นได้ว่ามีินค้าที่มีเทรนด์สม่ำเสมอ และเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจจะเป็น fitness tracker และ fitness watch

หากผมจะทำให้คีย์เวิร์ดสินค้าผมมันดูเจาะจงมากขึ้น หรือว่า niche keywords มากขึ้น ผมอาจจะเติมคำว่าเหล่านี้ลงไป เช่น
best
top sale
best selling
discount
best price
for men
for women

ตัวอย่าง
best fitness tracker for women
best fitness tracker for men
best fitness watches for women
best fitness watches for men

ส่วนนี้เป็นเพียงตัวอย่างในการปรับคีย์เวิร์ดให้จำเพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นนะครับ เพื่อจะได้ทำ seo หรือ กำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อทำโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นครับ

มาต่อกันที่ google keywords planner กันครับ หลังจากที่เช็คเทรนด์เรียบร้อยแล้ว ผมตัดสินใจเลือก 2 คีย์เวิร์ดหลัก คือ fitness tracker , fitness watch มาเช็คปริมาณคำค้นหา และระดับความยากง่ายของแต่ละคีย์ใน keywords planner

จากภาพประกอบด้านล่าง 2 คีย์เวิร์ดนั้น ถือว่าเป็น mass keywords อยู่นะครับ มีการแข่งขันสูง และปริมาณการค้นหาก็สูงเช่นกัน ราคาประมูลหน้าแรกยังเกิน 10 บาท

และเมื่อลองค้นด้วยคีย์เวิร์ดที่ผมเติม buyer keywords เข้าไป ก็ได้ผลดังภาพด้านล่างครับ คือ ปริมาณการค้นหาลดลง แต่การแข่งขันก็ยังสูงอยู่ แต่ราคาประมูลหน้าแรกถูกลง นี้คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงเลือกเติม buyer keywords เข้าไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องดูนะครับว่าเมื่อเติมเข้าไปแล้ว ปริมาณการค้นหาต่อเดือนเพียงพอ หรือคุ้มที่จะลงโฆษณาไหม สำหรับผม ปริมาณค้นหาตั้งแต่ 1000 – 20000 ต่อเดือนก็ถือว่าโอเครแล้ว น้อยกว่านั้นไม่ไหว มากไปก็คู่แข่งเยอะ

เมื่อผมได้คีย์เวิร์ดที่มั่นใจว่าจะแข่งได้แล้ว ก็ถึงเวลาไปเลือกดูสินค้าจาก amazon ในที่นี่ผมจะใช้คีย์เวิร์ด best fitness tracker for women นี้เพื่อแสดงเป็นตัวอย่างนะครับ เวลาเพื่อน ๆ ทำก็อาจจะต้องลองค้นทุกคีย์ที่หามา

ผมเข้าไปที่ amazon และใส่คีย์ “best fitness tracker for women” ในช่องค้นหา จากนั้นกดค้นหา จะได้ดังภาพด้านล่างนี้ครับ

บริเวณ Department ด้านซ้ายมือนั้น ยังมี sub-categories ให้เราเลือกได้อีก หากเพื่อน ๆ ต้องการที่จะเจาะจงให้ลึกลงไปอีก ก็อาจจะเลือก sub ที่ต้องการได้ครับ หรือจะ fillter ให้ละเอียดลงไปอีกก้ได้ครับ สำหรับตัวอย่างผมขอใช้เพียงเท่านี้ก่อนครับผม

ในหน้านี้มีอะไรน่าสนใจ คลิกไปดูเพิ่มเติมที่นี่นะครับ แล้วเลื่อนดูด้านล่างจะเห็นสินค้าที่เป็น best fitness tracker for women ตามที่เราค้นเลยครับ ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 22$ ไปจนถึงหลักร้อยเหรียญก็มี

จากนั้นผมใช้คีย์เวิร์ดเดียวกันไปลองเช็คสินค้าจาก aliexpress ซึ่งได้ผลลัพธ์ดังภาพด้านล่างนี้ครับ ดูรายละเอียดที่หน้า aliexpress คลิกที่นี่นะครับ

 จากนั้นก็ค่อย ๆ พิจารณาเลือกซัพพลายเออร์ที่เหมาะกับเรา สอบถามเงื่อนไขกับทางร้านค้าให้เรียบร้อยครับผม

หลัก ๆ ในการเลือกสินค้าของผม คือ
– โอกาสและดีมานด์ ต้องมีและต้องมีอย่างสม่ำเสมอในระดับที่ยอมรับได้
– ราคาขายหักต้นทุน ต้องมีกำไรในระดับที่ยอมรับได้ (แต่ละคนไม่เท่ากัน)
– ศักยภาพในการแข่งขัน คู่แข่งไม่เยอะ ราคาแข่งขันไม่สูง

แชร์ไว้เผื่อเป็นแนวทางสำหรับคนที่กำลังมองหาหลักการในการเลือกสินค้าขายออนไลน์ หากตกหล่นส่วนไหนต้องขออภัย บทความหน้าจะทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป สาธุ !!!

เดี๋ยวก่อนครับ บทความอาจจะจบแค่นี้ แต่ผมยังไม่จบ มีเรื่องจะเล่าให้ฟังเพิ่มสักหน่อย เค้าอยากขายของ 55+

นอกจากการขายสินค้าที่จับต้องได้แล้ว รู้ไหมครับว่ายังมีสินค้าอีกแบบที่ได้รับความนิยม และมีข้อดีอยู่หลายอย่าง เช่น
– กำไรงาม (Hight profit margin)
– ไม่มีต้นทุนในการจัดส่ง (No shipping cost)
– ไม่มีข้อจำกัดในการจัดส่ง (No shipping restrictions)
– ไม่ต้องมีพื้นที่จัดเก็บและค่าใช้จ่าย (No storage space and cost)
– สินค้าไม่ขาดสต๊อกแน่นอน (No inventory shortage)

นี่เลยครับ คอร์ส Beginner’s guide to selling digital product 2020 เปิดให้ลงทะเบียนเรียนแล้วนะครับ คลิกเพื่อดูรายละเอียดคอร์สเรียนทั้งหมด โปรโมชั่นจำนวนจำกัด

จบแล้วครับ สำหรับโพสต์นี้ ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อน หากมีอะไรเพิ่มเติม จะมาอัพเดทให้ภายหลังนะครับ