เมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้ตั้งคำถามถึงความแตกต่างระหว่าง
FREE LIST vs BUYER LIST
ว่ามีความต่างกันยังไง ???
.
วันนี้ผมขออธิบายขยายความเพิ่มในนิยามความหมายและมุมของผมเองนะครับ
.
คำว่า Free List ในที่นี่ผมหมายถึง ลิสต์ หรือ รายชื่อที่ได้มาจากการที่มีคนมากรอกอีเมล์ หรือทางเทคนิคเรียกว่า opt-in นั้นเองครับ ซึ่งวิธีการนี้อาจจะแลกมาด้วยการแจกของฟรี อย่างไฟล์ pdf หรือ คอร์สฟรี อย่างมินิคอร์ส รวมไปถึงการทดลองใช้งานระบบ/โปรแกรม ต่าง ๆ ก็ได้
.
ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายขึ้น จากสิ่งที่ผมเคยได้ทำมาก่อนนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปีที่ผ่านมา เวลาผมอัพโหลดคลิปใหม่ ๆ ขึ้นยูทูป ผมจะใส่ลิงค์ไว้ให้ผู้ที่สนใจอยากเรียน amazon kdp mini course แบบฟรี ๆ โดยกรอกอีเมล์เข้ามา แล้วผมจะส่งเนื้อหาให้เรียนวันละ 1 เนื้อหา ระยะเวลา 14 วัน
.
ซึ่งการทำแบบนี้ จะเห็นว่า win-win กันทั้งสองฝ่าย ผมได้อีเมล์ ส่วนเจ้าของอีเมล์ได้เข้าถึงเนื้อหา amazon kdp mini course ตามที่ผมได้ให้คำมั่นสัญญาไว้
.
Buyer List สำหรับคำนี้จะมีความพิเศษและมีความเป็น VIP กว่าลิสต์ด้านบนอยู่พอสมควรครับ เนื่องจาก buyer list คือ รายชื่อของคนที่ยอมควักกระเป๋าเพื่อซื้อสินค้า/บริการอย่างใดอย่างหนึ่งของผม หรืออาจจะซื้อหลาย ๆ อย่างจากผมก็ได้
.
จากข้อความข้างต้น พอจะเริ่มเห็นถึงความแตกต่างของ free list กับ buyer list แล้วใช่ไหมครับ??
.
แล้วเพื่อน ๆ คิดว่า ถ้าหากเพื่อน ๆ จะเริ่มทำธุรกิจด้วยวิธีการสร้างลิสต์ เพื่อนจะเลือกเก็บลิสต์ประเภทไหนดีครับ??
.
เมื่อปีที่ผ่านมา ผมมีอีเมล์ลิสต์เกือบ ๆ 1000 อีเมล์ แต่ไม่ได้ทำการแบ่งกลุ่ม buyer list กับ free list ทำให้ผมต้องแบกรับต้นทุนพอสมควร และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้ทำการล้างรายชื่อใหม่ทั้งหมด แล้วเริ่มสร้างใหม่ด้วยการเลือกเฉพาะ buyer list เท่านั้น
.
ซึ่งตอนนี้ผมมีอีเมล์ลิสต์ไม่เยอะมากนัก
ประมาณ 267 อีเมล์เท่านั้น แต่เป็นอีเมล์ของผู้ซื้อจริง 100%
.
ข้อดีของการมีลิสต์ที่เล็กลง คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายลดลงไปเยอะมาก ๆ
แถมกลุ่มเป้าหมายยังชัดเจนด้วยการติดแท็ก ง่ายต่อการเสิร์ฟคอนเทนต์ให้ตรงกลุ่ม
.
โพสต์นี้ผมขอจบดื้อ ๆ ไว้ตรงนี้ก่อนแล้วกันนะครับ
เดี๋ยวโพสต์หน้า ผมจะมาพูดถึงการสร้างหน้า opt-in page เอาไว้เก็บลิสต์แบบง่าย ๆ กันครับ
.
แล้วพบกันครับ